ระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนในการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ (Multi Classification Scheme) กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน
Abstract
การวิจัยเรื่อง ระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนในการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ (Multi Classification Scheme) กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม 2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมจำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาทัศนคติต่อระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนในการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ (Multi Classification Scheme) ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน
ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม พบว่า บุคลากรตำแหน่งประเภทบริหาร มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ บุคลากรตำแหน่งอำนวยการ บุคลากรตำแหน่งวิชาการ และกลุ่มที่มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานต่ำที่สุดคือ บุคลากรตำแหน่งทั่วไป และ 3) ทัศนคติต่อระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนในการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ (Multi Classification Scheme) ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ในภาพรวมบุคลากรมีทัศนคติต่อระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนในการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ ระดับปานกลางทุกข้อ โดยพบว่า ประเด็นในเรื่อง การเปิดโอกาสให้บุคลากรมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากหน่วยงานยังคงมีปัญหาด้านการย้ายข้ามสายงาน และปัญหาเกี่ยวกับการประเมินเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง อีกทั้งผลการวิจัยยังพบว่า บุคลากรต้องการให้หน่วยงานเปิดโอกาสให้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มความระตือรือร้นในการทำงานและเป็นการสร้างลักษณะการทำงานที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น
คำสำคัญ : ระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนในการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ (Multi Classification Scheme) แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน
1. ลิขสิทธิ์ของบทความเป็นของผู้เขียนและสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
2. ข้อมูลและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน โดยสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือรับผิดชอบต่อข้อมูลและความคิดเห็นเหล่านั้น
3. ผู้เขียนต้องยินยอมให้บทความของตนซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิทยบริการทั้งฉบับพิมพ์และฉบับออนไลน์ ได้รับการนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการภายใต้ขอบเขตของกฎหมายลิขสิทธิ์